ขาวเป็นแห่งๆ..ขาวจริง หรือเป็นโรคด่างขาว

 

BI8A8019

 

ขึ้นข้อความมา เชื่อว่าหลายคนคงจะแอบสำรวจสภาพผิวของตัวเอง.. แต่ก็เป็นการกระทำที่ไม่ผิดหรอกค่ะ เพราะแดดเมืองไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก และยิ่งประชากรที่อยู่ในเขตร้อนหรือในช่วงฤดูร้อนมาก เราก็ยิ่งประโคมครีมกันแดด เพื่อปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดทำลาย แต่สำหรับโรคด่างขาวแล้ว..พระเอกของเราไม่ใช่ครีมกันแดดซะงั้น กลับเป็นพี่ UV หรือแสงอัลตร้าไวโอเล็ตที่มาผนวกเข้ากับเทคโนโลยีล้ำๆ อย่างเครื่อง DuaLight®  ค่ะ แต่ก่อนจะไปรู้จักกับพี่พระเอกของเรานั้น เรามารู้จักกับโรคด่างขาว กับ คุณหมอนครัช พฤทธิ์รัตนนาภา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนัง โรงพยาบาลสิริโรจน์  ถึงสาเหตุด่างๆ ที่แตกต่างกับผิวขาวๆและการรักษาจะเชื่อมโยงกับแสง UV อย่างไร มารู้จักกันเถอะค่ะ

โรคด่างขาว เป็นภาวะหนึ่งที่พบเห็นในผิวหนังชั้นนอก เกิดจากการทำลายเซลล์สร้างเม็ดสีในผิวทำให้ไม่สามารถสร้างเม็ดสีในชั้นผิวให้เป็นปกติได้  โดยสาเหตุเกิดจากปฎิกิริยาของภูมิคุ้มกันร่างกายที่ต่อต้านตัวเอง อาจเป็นผลจากโรคเบาหวาน โรคเลือดบางชนิด หรือเป็นโรคของต่อมไทรอยด์ก็ได้ โรคนี้สามารถพบร่วมในคนที่เป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อมได้ด้วย

ลักษณะของโรคด่างขาว ในคนจะมีบริเวณผิวหนังที่ผิดปกติเป็นปื้นเรียบแบนสีขาวแตกต่างจากผิวโดยรอบที่มีสีผิวปกติอย่างชัดเจน โดยมีขนาด ลักษณะรูปร่างไม่แน่นอน และสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งตัว ตั้งแต่ใบหน้า หนังศีรษะ เส้นผมและเส้นขน รอบปาก รอบหัวนม ปลายมือปลายเท้า ในบางรายอาจเกิดขึ้นบริเวณเยื่อเมือกต่างๆ เช่น ในช่องปาก อวัยวะเพศ ได้เช่นกัน

ถึงแม้ว่าโรคด่างขาวจะไม่ทำให้ผู้ที่เป็นมีอาการคัน ระคายเคือง หรือเจ็บปวด แต่ด้วยตัวโรคที่เป็นรอยด่างขาวชัดเจน ก็อาจบั่นทอนบุคลิกภาพและความมั่นใจในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ และหากมองข้ามการรักษาที่ถูกต้อง จะยิ่งทำให้โรคเรื้อรัง กระจายและเป็นมากขึ้น บริเวณผิวที่ไม่มีเม็ดสีคอยดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์อาจกลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นแล้ว การรักษาก็จะยากขึ้นไปอีก

การตรวจวินิจฉัยนั้นมีความสำคัญพอๆ กับการรักษา ซึ่งจากที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่าโรคนี้เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายที่ผิดปกติ ในคนที่สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ควรที่จะมารับการตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุ โรคนี้จะต้องแยกโรคออกจากโรคผิวหนังที่มีรอยขาวชนิดอื่นๆ ที่พบบ่อยคือ โรคติดเชื้อของผิวหนัง เช่น เกลื้อน แบคทีเรียบางชนิด โรคเรื้อน หรือเป็นโรคผิวหนังชนิดอื่น เช่น รอยหลังการอักเสบที่อาจเกิดจากการสารเคมี หรือผิวไหม้จากความร้อนมา  ซึ่งในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับการจำแนกแยกโรคของแพทย์ตามประสบการณ์ ”

การรักษา คุณหมอกล่าวต่อว่า อย่างที่คุยค้างไว้ตอนต้น ว่าพระเอกของเรา คือ แสงอัลตราไวโอเล็ต หรือ UV ในการรักษาเราจะใช้แสงอาทิตย์เทียมชนิด UVB จากเครื่อง DuaLight® โดยหมอจะใช้แสงฉายลงไปรักษาในตำแหน่งที่เป็นโรค เพื่อยับยั้งภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ โดยจะต้องทำต่อเนื่องกันสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง อย่างน้อย 4 สัปดาห์ขึ้นไป ส่วนใหญ่จะสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์แรก

 

BI8A8026

 

 

BI8A80280

 

ข้อดีสำหรับการเลือกรักษาด้วยเครื่อง DuaLight® คือ ระหว่างการฉายแสงรักษาจะรู้สึกอุ่นและไม่เจ็บ และใช้เวลาไม่นาน เครื่องนี้จะให้พลังงานแสงUVที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ สามารถเลือกควบคุมพื้นที่เฉพาะจุด จึงไม่ไปรบกวนผิวหนังรอบข้างที่ปกติ เป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐานที่ตอบสนองต่อโรคนี้ได้ดี และมีผลข้างเคียงต่ำกว่าการทานยาและทายาภายนอก

คุณหมอได้กล่าวทิ้งท้ายเพิ่มเติมอีกว่า โรคด่างขาว สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้ ควรหมั่นสังเกตร่างกาย ทำจิตใจให้สบายไม่เครียด นอกเหนือจากการรักษาที่ได้มาตรฐานแล้ว ก็ควรหลีกเลี่ยงการรับแสงแดดโดยตรง เช่น ทาครีมกันแดด การหลบแดด ใส่หมวกปีกกว้าง สวมเสื้อแขนยาว หรือกางเกงขายาว ร่วมด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นโรคด่างขาวเอง หรือการเปลี่ยนแปลงของสีผิวในส่วนอื่นๆ เช่น ไฝ ปาน ริ้วรอยด่างดำ ต่างๆ หากรู้สึกผิดปกติก็ให้รีบเข้ามารับการตรวจ เพื่อจะได้รักษาอย่างทันท่วงที ก็จะลดความเสี่ยงการเกิดโรคที่ร้ายแรงได้ค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะสำหรับ เรื่องด่างๆ ขาวๆ ของผิว หากเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะด้วยการแพทย์ที่ทันสมัย ก็สามารถดึงเอาผิวสวยเรียกความมั่นใจให้กลับมาเป็นปกติได้ ซึ่งบอกไว้ก่อนเลยว่าเทคโนโลยีการรักษาจากแสงอาทิตย์เทียมชนิด UVB เครื่อง DuaLight® เครื่องนี้ มีให้บริการที่โรงพยาบาลสิริโรจน์แล้ว  สามารถเข้ามารับการตรวจ หรือ แก้ไขปัญหา ด้านผิวหนัง ได้ที่ คลินิกผิวหนัง อาคารภูเก็ตอินเตอร์เนชั่นแนล (หรืออาคาร 5) ชั้น 4 โรงพยาบาลสิริโรจน์

 

เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. เบอร์โทรศัพท์: 076-361-888 ต่อ 5487, 5488 ,5489

อีเมล: Skin.siriroj@sih.bdms.co.th โรงพยาบาลสิริโรจน์ พร้อมให้คำปรึกษา เต็มที่ เต็มใจ ยินดีให้บริการค่ะ..


 

ขอขอบคุณสาระความรู้ จาก นายแพทย์นครัช พฤทธิ์รัตนนาภา