โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis)

โรคที่เกิดจากมีการอักเสบ บวม แดง ของเยื่อเมือกบุภายในกระเพาะอาหาร เป็นโรคพบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ และพบทั้งในผู้หญิงและในผู้ชายสามารถเกิดขึ้นได้แบบเฉียบพลันในเวลาอันรวดเร็ว เป็นระยะสั้นๆ และภายใน1-2สัปดาห์ หรือมีอาการบ่อยครั้งเป็นเวลานานจนเกิดการอักเสบเรื้อรังเกิดแผลและเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคทางกระเพาะอาหารได้

โรคกระเพาะอาหารอักเสบมีอาการอย่างไร?

  1. ปวดท้องตำแหน่งกระเพาะอาหาร (ใต้ลิ้นปี่) เป็นๆ หายๆ
  2. ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอบ่อย แน่นอึดอัดท้องทั้งๆที่ไม่ได้กินอะไร หรือ กินเพียงเล็กน้อย (ธาตุพิการ/อาหารไม่ย่อย)
  3. คลื่นไส้ อาเจียน เมื่อเป็นมาก อาจอาเจียนเป็นเลือดได้
  4. เบื่ออาหาร และอาจผอมลง
  5. เมื่อเป็นมาก และมีเลือดออกจากเยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร จะมีถ่ายอุจจาระเป็นสีดำเหมือนยางมะตอย

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ได้แก่

  1. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  2. ดื่มกรด หรือ ด่าง ซึ่งทั้งกรด และด่างจะก่อให้เกิดการระคายเคือง และการอักเสบของเซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร
  3. การสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่ม กาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ โคล่า เครื่องดื่มชูกำลัง มักทำให้อาการรุนแรงขึ้น จากการก่อการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกกระเพาะอาหาร และกระตุ้นให้เซลล์เยื่อเมือกสร้างกรดเพิ่มขึ้น
  4. โรคจากที่น้ำดีจากตับซึ่งปกติจะอยู่เฉพาะในลำไส้เล็ก ท้นเข้าสู่กระเพาะอาหาร น้ำดีจึงก่อให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบของเซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร
  5. ความเครียด เพราะจะกระตุ้นให้เซลล์กระเพาะอาหารหลั่งกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งกรดจะก่อการระคายเคือง และ การอักเสบต่อเซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร
  6. อุบัติเหตุร้ายแรงที่ส่งผลให้ร่างกายเกิดความเครียดสูง ซึ่งส่งผลให้กระเพาะอาหารสร้างกรดสูงขึ้นมาก เช่น อุบัติเหตุต่อสมอง หรือหลังการผ่าตัดใหญ่ เช่น การผ่าตัดสมอง หรือช่องท้อง จึงเกิดกระเพาะอาหารอักเสบรุนแรง หรือแผลในกระเพาะอาหาร (Stress ulcer)
  7. กินยาต้านการอักเสบ หรือยาแก้ปวดกลุ่มเอนเสดส์ (NSAIDs,Non-steroidal anti-inflammatory drugs) โดยเฉพาะการกินยาอย่างต่อเนื่อง เช่น แอสไพริน Ibuprofen Celecoxib และ Indomethacin หรือ ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid) ซึ่งยาในกลุ่มดังกล่าวจะก่อการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกบุภายในกระเพาะอาหาร ก่อการอักเสบ และก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ (โรคแผลเปบติค)

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และการพบแพทย์ ได้แก่

  1. กินยาตามแพทย์แนะนำ ให้ถูกต้อง สม่ำเสมอ
  2. สังเกตความสัมพันธ์ของอาการกับอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ จำกัด หรือ งดอาหาร และเครื่องดื่มที่ก่อให้เกิดอาการ หรือที่เพิ่มความรุนแรงของอาการ
  3. งด/เลิก บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และจำกัดเครื่องดื่มกาเฟอีน
  4. รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อป้องกันการติดเชื้อต่างๆซ้ำหลัง จากรักษาโรคหายแล้ว
  5. ไม่ซื้อยาแก้ปวด หรือ ยาสเตียรอยด์ กินเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือ เภสัชกร ก่อน
  6. รักษา ควบคุม โรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง
  7. รักษาสุขภาพจิต ไม่ก่อให้เกิดความเครียดจนเกินเหตุ
  8. พบแพทย์ตามนัดเสมอ และรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อมีอาการต่างๆเลวลง หรือ มีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรือเมื่อกังวลในอาการ
  9. พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลฉุกเฉิน เมื่อ
  • อาเจียนเป็นเลือด หรือ
  • อุจจาระมีสีดำเหมือนยางมะตอย
  1. กินอาหารอ่อนย่อยง่าย
  2. กินอาหารตรงตามเวลาทุกมื้อ

การป้องกันไม่ให้เกิดโรค

     การป้องกันโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ที่สำคัญ คือ

  1. รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อป้องกันกระเพาะอาหารติดเชื้อต่างๆ
  2. รักษาสุขภาพจิต เพื่อลดภาวะการสร้างกรดสูงของกระเพาะอาหาร
  3. ไม่ซื้อยาแก้ปวด หรือ ยาสเตียรอยด์ กินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือ เภสัชกร
  4. งด/เลิก บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และจำกัดเครื่องดื่มกาเฟอีน
  5. รักษา ควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อกระเพาะอาหารอักเสบ

ข้อควรปฏิบัติ

  1. ถ้าเป็นการอักเสบอย่างธรรมดา ควรปฏิบัติดังนี้ ควรเริ่มรับประทานอาหารเหลว เช่น ซุบใสก่อน ต่อไปเพิ่มขนมปัง มันต้มบด ข้าวต้ม แล้วจึงค่อยเปลี่ยนเป็นอาหารธรรมดา  งดอาหารรสจัด เครื่องดื่มที่เป็นกรดหรือด่าง
  2. รับประทานยาจำพวกลดกรดในกระเพาะ ซึ่งอาจหาซื้อได้ตามร้านขายยาและรับประทานตามคำอธิบายที่มีมาพร้อมยานั้น
  3. ประคบความร้อนที่หน้าท้องเหนือบริเวณกระเพาะทุก 3 ชั่วโมง ทำเช่นนี้ติดต่อกันไปแต่ไม่เกินสองวัน
  4. พยายามหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้กระเพาะอักเสบ หากอาการยังไม่ทุเลาควรให้แพทย์ตรวจให้แน่ใจว่ามิใช่เป็นอาการของมะเร็งใน กระเพาะอาหาร
  5. แต่ถ้าเป็นการอักเสบเนื่องจากการกินยาพิษหรือสารพิษ ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที